วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กระแสไฟฟ้า

1. กระแสไฟฟ้าในตัวนำ

การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในตัวนำจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ซึ่งเราได้กำหนดนิยาม ขนาดและทิศทางของกระแสไฟฟ้าไว้ดังนี้
"ขนาดของกระแสไฟฟ้าในตัวนำใดๆ ย่อมมีค่าเท่ากับปริมาณประจุไฟฟ้าที่วิ่งผ่าน หน้าตัดใดหน้าตัดหนึ่งของตัวนำในหนึ่งหน่วยเวลา"
"ทิศทางของกระแสไฟฟ้าโดยทั่วไป กำหนดให้มีทิศตามการเคลื่อนที่ของประจุบวก และศตรงกันข้ามกับประจุลบ"
การหาขนาดของกระแสไฟฟ้าจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า แยกการพิจารณาได้เป็น 2 แบบคือ
1. กระแสไฟฟ้าขณะใดๆ จะได้

q = พื้นที่ใต้กราฟ/กับ t

2. กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย จะได้

q คือ ผลรวมของประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านหน้าตัดใดหน้าตัดหนึ่ง มีหน่วยเป็นคูลอม (C)
t = เวลาที่ประจุไฟฟ้าใช้ในการเคลื่อนที่ มีหน่วยเป็นวินาที (s)
l = กระแสไฟฟ้า มีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A)

บทความจาก ; http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/eng1.htm

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไฟฟ้าสถิต


ไฟฟ้าสถิต(Static electricity) เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากัน ปกติจะแสดงมในรูปการดึงดูด การผลักกัน และเกิดประกายไฟ





การเกิดไฟฟ้าสถิต
การที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงดึงดูดเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกัน หรืออาจเกิดแรงผลักกันเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุเดียวกัน เราสามารถสร้างไฟฟ้าสถิตโดยการนำผิวสัมผัสของวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมาขัดสีกัน พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกันทำให้ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุเกิดการแลกเปลี่ยนกัน โดยจะเกิดกับวัสดุประเภทที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า "ฉนวน" ตัวอย่างเช่น ยาง, พลาสติก, และแก้ว สำหรับวัสดุประเภทที่นำไฟฟ้านั้นมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากัน นั้นยากแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้


ไฟฟ้าสถิตเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คุ้นเคยกับประเทศที่มีอากาศหนาว ในฤดูหนาวความชื้นในอากาศจะต่ำมาก การเกิดไฟฟ้าสถิตบนผิวหนังจะเกิดขึ้นง่ายมาก ดังนั้นเมื่อเกิดการสัมผัสกับวัตถุที่เป็นตัวนำจะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไปยังตัวนำอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการสะดุ้งได้ และยังสามารถทำความเสียหายแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ค้นพบคือ เบนจามิน แฟรงคลิน ชาวอเมริกา

บทความจาก ; http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/electric%20current1/index.htm